กระบวนการสร้างความเป็นพี่น้องภายในญะมาอะฮฺ

หมวดหมู่: 

 


บรรดาผู้ศรัทธา(ที่แท้จริง)นั้น เป็นพี่น้องกัน .. 
กระบวนการสร้างความเป็นพี่น้องภายในญะมาอะฮฺ
 

อัล อัค เรียบเรียง

 

ญะมาอะฮฺ (กลุ่มคณะ)เปรียบเสมือนสิ่งก่อสร้าง ซึ่งความคงทนแข็งแรงของมันขึ้นอยู่กับการยึดเหนี่ยวจับตัวระหว่างอิฐกับปูน  ในทำนองเดียวกัน  ญะมาอะฮฺจะแข็งแกร่งได้ต่อเมื่อดวงจิตของบรรดาสมาชิกต่างยึดเหนี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นเท่านั้น  และสิ่งที่ดีที่สุดที่จะยึดเหนี่ยวให้พวกเขารวมตัวกันได้ คือ “อัล-อิควะฮฺ-ความเป็นพี่น้อง” ที่มีต่อกันอย่างจริงใจ

 

  นี่คือ“ศีฟัต-ลักษณะ” บางอย่างของญะมาอะฮฺที่ไม่มี“ความเป็นพี่น้อง” เป็นพื้นฐาน

            * ดวงจิตมีแต่ความจงเกลียดจงชังกัน ซึ่งไม่มีทางที่จะนำมาประสานกันได้ 

            * ที่ประชุมมีแต่ความตลบแตลง ย่อมไม่สามารถสร้างความเป็นหนึ่งเดียวได้ 

            * มิตรภาพวางอยู่บนความเห็นแก่ตัว คือลางบอกเหตุแห่งความแตกแยก

            * การสังสรรค์แห้งแล้งไร้น้ำใจ  ไม่อาจกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความเมตตาและเห็นอกเห็นใจกัน  

         อาจเป็นไปได้ว่าญะมาอะฮฺที่มีลักษณะดังกล่าวสามารถรวมตัวกันได้ด้วยปัจจัยหรือผลประโยชน์บางอย่าง แต่สุดท้ายมันจะแตกสลายไป  และแทนที่จะช่วยอะไรให้ดีขึ้น มันกลับกลายเป็นการบ่อนทำลายให้พินาศย่อยยับเสียด้วยซ้ำไป 

 

            ญะมาอะฮฺที่แข็งแกร่งและสามารถดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อบรรดาสมาชิกมีความเป็นพี่น้องระหว่างกัน  มีการแสดงทัศนะของตนออกมาด้วยน้ำใสใจจริง ไม่ซ่อนเร้นอำพรางสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้  ไม่ อวดอ้างภูมิปํญญา มีความซื่อสัตย์และความจริงใจระหว่างกัน

 

ญะมาอะฮฺเช่นนี้แหละที่จะสามารถประสานดวงจิตระหว่างบรรดาสมาชิกเข้าด้วยกันได้”

 

            เพื่อที่จะให้เกิดการสั่งสมความเป็นพี่น้องให้เกิดขึ้นในหมู่สมาชิกของญะมาอะฮฺ คำสอนแห่งอิสลามจึงได้นำระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนในการสถาปนาความเป็นพี่น้อง ให้มีขึ้น จนกลายเป็นรากฐานการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกภาพและมั่นคง 

 

 

 

ประการที่หนึ่ง: จะต้องไม่มีเป้าหมายอื่น เว้นแต่อัลลอฮฺ

 

          อิสลามเริ่มต้นด้วยการตอกย้ำอย่างมากมายให้มนุษย์กระทำสิ่งต่างๆโดยมี “อัลลอฮฺเป็นเป้าหมาย” อิสลามไม่ยอมรับการทำดีที่มุ่งหวังต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ  ซึ่งจะนำไปสู่การเตือนให้ผู้อื่นรำลึกถึงความดีที่ตนได้กระทำไป และการลำเลิก  พฤติกรรมเช่นนี้ซ่อนเจตนาที่สกปรกและเป็นเหตุให้เกิดการเราะราน  และสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น อัลลอฮฺกล่าวว่า

 

          “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย  จงอย่าทำให้กุศลทานของสูเจ้าไรัผล  ด้วยการลำเลิกและเราะรานประหนึ่งผู้บริจาคของเขาเพื่อ(อวดอ้าง)  ให้มนุษย์ได้เห็น ...  ” ( 2:264)

           

           ผู้ศรัทธาคือผู้ที่มีจิตวิญญาณที่มั่นคงที่จะทำทุกอย่างเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺเท่านั้น  ส่วนจุดหมายของพวกสับปลับก็คือ  การแสวงหาความพึงพอใจจากมนุษย์ด้วยกัน  ผลร้ายของความชั่วร้ายนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การงานในโลกหน้าของเขาสูญเปล่าเท่านั้น  มันยังทำให้มนุษย์มุ่งทำงานเฉพาะที่ปรากฏต่อสาธารณชนเท่านั้น  ก่อให้เกิดการอวดอ้างความดี  และการทับถมระหว่างกัน

 

 

  
ประการที่สอง: ปฏิเสธการเอาตัวเองเป็นใหญ่

 

อิสลามประณาม“การยึดเอาตัวเองเป็นเจ้า” อันได้แก่ ความหยิ่งยะโสและการหลงตน การคิดว่าตนเองมีความสำคัญเหนือกว่าคนทั้งหลาย  การวางตัวอวดโต  การคุยโม้โอ้อวด  อัลลอฮฺได้กล่าวว่า

 “และจงอย่าหันแก้มสูเจ้าอย่างยะโสจากผู้คน  และจงอย่าสัญจรตามแผ่นดินอย่างทรนง 
แท้จริง อัลลอฮฺมิทรงรักทุกๆผู้โอหัง  ผู้คุยโว 
และจงสำรวมตนในการสัญจรของเจ้
า(คือสุภาพและสงบเสงี่ยม)
และจงลดเสียงของเจ้าให้อ่อน(อย่าแข็งกร้าว)
แท้จริงเสียงที่น่าเกลียดยิ่งคือเสียง(ร้อง)ของลา” (31:18-19)

 “และจงอย่าสัญจรตามแผ่นดินอย่างทะนง
แท้จริงเจ้าจะแยกแผ่นดินไม่ได้เลย
(ด้วยการย่ำเท้าอย่างจองหอง)
และแม้จะเอื้อมถึงภูเขาสูง(ด้วยการเดินชูคอ)ไม่ได้เด็ดขาด” (17:37)   
          

            ธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่ยอมรับการโอ้อวด  และรังเกียจการอวดอ้างหลอกลวง  มนุษย์ทั่วไปจะไม่พอใจบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าว  แม้ว่าความจริงแล้วบุคคลนั้นอาจจะไม่สามารถทำอันตรายใครได้ก็ตาม  ธรรมชาติของมนุษย์ก็ขุ่นเคืองที่จะเห็นการแสดงออกด้วยการยกย่องตนเองเกินความจริง

 

 

ประการที่สาม: ทำลายเมล็ดพันธ์แห่งความแตกแยก

 

อิสลามห้ามสิ่งใดก็ตามที่จะ“ละเมิดเกียรติยศ”ของ มนุษย์ด้วยกัน หรือที่ดูถูกความรู้สึกและคุณค่าของมนุษย์ ไม่ว่าคำพูดหรือกิริยาที่เหยียดหยามสบประมาทระหว่างกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  อัลลอฮฺกล่าวว่า

 

 “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย  จงอย่าให้ชนหมู่หนึ่งเยาะเย้ยชนอีกหมู่... ” (49:1)

    บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย  จงหลีกให้พ้นจากส่วนมากของการสงสัย 
แท้จริงการสงสัยบางชนิดเป็นบาป...
” (49: 12)

 “...และจงอย่าสอดแนม ... ” (49: 12)

"...และจงอย่านินทาลับหลังกันและกัน
ผู้ใดในหมู่สูเจ้าชอบที่จะกินเนื้อของพี่น้องที่ตายแล้วของเขากระนั้นหรือทั้งๆที่สูเจ้ารังเกียจมัน ...
” (49: 12)  

            บรรยากาศที่เต็มไปด้วยการระแวง  การนินทาลับหลัง  การกุข่าว  การซุบซิบ  เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยก  แม้แต่ญะมาอะฮฺที่มีการจัดระบบที่ดีที่สุดก็จะระส่ำได้  สุดท้ายสมาชิกในญะมาอะฮฺก็จะต่อสู้กันเอง  บรรยากาศเหล่านี้จะต้องถูกสกัดไม่ให้เกิดขึ้น

  
ประการที่สี่ : ปฏิบัติระหว่างกันด้วยความรู้สึกเอื้ออาทร

           อิสลามเรียกร้องอย่างจริงจังให้ปฏิบัติระหว่างกันด้วยพื้นฐานของ“ความเอ็นดูเมตตา” ความเมตตากรุณาและเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน  ถือว่ามีความหมายเท่ากับ“ความรัก”  จึงจำเป็นให้มีการเสียสละในทุกด้านเพื่อช่วยเหลือระหว่างกัน  ให้มีการอภัยต่อความผิดพลาดต่าง ๆ

 

             อัลลอฮฺได้บอกผู้ศรัทธาให้รำลึกถึงว่าพระองค์ได้ส่งศาสนทูตที่มีความเมตตาแก่พวกเขา

 

 “แน่นอนยิ่ง(มนุษย์เอ๋ย! บัดนี้) ได้มีมายังสูเจ้าแล้วซึ่งเราะซูลคนหนึ่งจากหมู่สูเจ้าเอง 
เป็นกังวลแก่เขา
(ในเรื่อง) ที่ให้ทุกข์แก่สูเจ้า  เป็นห่วง(หวังดี)สูเจ้า

(และ)แก่ผู้ศรัทธานั้น  เขาเป็นผู้เอ็นดู  เป็นผู้เมตตาเสมอ” (9:128)

 

“…แต่ถ้าสูเจ้าอภัยและมองข้าม(ข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆของพวกเขา) และยกโทษ(จงรู้ไว้เถิดว่า)
แท้จริงอัลลอฮฺคือ ผู้ทรงอภัย  ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (64:14)

 

 “เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮฺ  เจ้า (มุหัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า  และมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาย่อมแยกตัวออกไปจากรอบๆเจ้ากันมอบหมาย ...”(3:159)  

 

ฉะนั้น ความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจกัน  หมายถึงการให้ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน  เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องคนใดคนหนึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์หรือความไม่สบายอกสบายใจ ผู้ศรัทธาจึงต้องพยายามเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  ซักถามข่าวคราว  เยี่ยมเยียน  และหาวิธีช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ 

 

 

 

ประการที่ห้า: ตอบแทนความไม่ดีด้วยความดีงาม

 

            อิสลามมีคำสั่งอย่างแข็งขันให้สร้าง“สัมพันธภาพที่ดี” ระหว่างกัน  ดังบางส่วนที่อัลลอฮฺได้กล่าวไว้

 

 “และความดีและความชั่วนั้นไม่เหมือนกัน
จงบำราบ(หรือขับไล่ความชั่ว)ด้วย (คุณธรรม)ที่ดียิ่ง 
แล้วเมื่อนั้น  จงดูเถิดผู้ที่ได้มีการเป็นศัตรู  ในระหว่างเจ้า 
และเขาจะเป็นเยี่ยงมิตรที่อบอุ่น
(ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน)”(41:34)

         

             พื้นฐานการคบหาสมาคมระหว่างกันด้วยการปฏิบัติระหว่างกันคือ “ความสุภาพอ่อนโยน” ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในเรื่องต่างๆ การสนทนา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การทักทายกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติอย่างไม่เป็นสุภาพชนก็ตาม   


ประการที่หก: ใช้การปรึกษาหารือนำการแก้ปัญหา

              อิสลามต้องการให้มี “ชูรอ-การปรึกษาหารือและการแก้ปัญหาร่วมกัน”  เพื่อให้สมาชิกของญะมาอะฮฺเกิดความรู้สึกต่อปัญหาแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆร่วมกัน  หลักการปรึกษาหารือจึงถูกประทานให้มา  อัลลอฮฺกล่าวว่า

 

...  และจงปรึกษาหารือกันพวกเขาในกิจการทั้งหลาย  ...”(3:159)  

 

และบรรดาผู้ตอบรับต่อพระเจ้าของพวกเขาและดำรงละหมาด
และกิจการของพวกเขามีการปรึกษาหารือระหว่างพวกเขา ...”(42:38)  

 

เมื่อคนใดคนหนึ่งประสบปัญหาหรืออุปสรรคส่วนตัว ก็ควรเปิดเผยด้วยความจริงใจ ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยจิตใจแห่งความเป็นพี่น้อง  วิธีดังกล่าวจะทำให้เกิด“การไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน”
 


 

ประการที่เจ็ด : สร้างกิจกรรมร่วมกัน

 

            อิสลามสนับสนุนให้มุสลิมมี “กิจกรรมร่วม” ระหว่างกัน เพราะจะช่วยให้แต่ละคนรู้จักกัน(ตะอารุฟ)ในสภาพต่างๆ เรียนรู้อุปนิสัยในคอระหว่างกัน  เข้าใจความรู้สึกของพี่น้อง 

        การมีกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอมีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ เช่น การจัดให้มีการนมาซญะมาอะฮฺ อ่านมะอฺษูรอตร่วมกัน ถือศีลอดและละศีลอดร่วมกัน  หรือกิจกรรมเชิงวิชาการ เช่น การจัดหลักสูตรเรียนภาษา การจัดรายการการศึกษาในหัวข้อต่างๆ  การทัศนะศึกษาร่วมกัน  แม้แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน เป็นต้น

 

แท้จริง อัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่ต่อสู้ในทางของพระองค์เป็นแถวเดียวกัน ประหนึ่งพวกเขาเป็นอาคารที่ยึดมั่นแข็งแรง”(61:4)

 

ญะมาอะฮฺจะต้องพยายามสร้างตัวขึ้นมาบนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องอย่างเป็น“ขั้นตอน” ไม่ฝืนธรรมชาติ  ญะมาอะฮฺต้องรับรู้ความจริงว่าความเป็นพี่น้องจอมปลอมที่แสแสร้งขึ้น สามารถมองเห็นได้ทันที อันจะทำให้บรรยากาศของญะมาอะฮฺมีแต่ความกระด้าง ขาดชีวิตชีวา การคบหาสมาคมกันก็มีแต่ความผิวเผิน

        

 

ญะมาอะฮฺใดที่สามารถสร้างความเป็นพี่น้องในความหมายที่แท้จริงได้  เปรียบเสมือน เบ้าหลอมอันแข็งแกร่ง  ซึ่งชัยฏอนไม่สามารถจะหาช่องเข้าไปแทรกแซงให้เกิดการแตกร้าวได้    แม้มันจะระดมการต่อต้านอย่างหนักก็ตาม  ก็ไม่สามารถทำให้เบ้านี้สั่น   สะเทือนได้แม้แต่น้อย

 

หมายเหตุ

 

ผู้เรียบเรียงใช้คำว่า “ญะมาอะฮฺ” (กลุ่มคณะ) ในความหมายเฉพาะก็หมายถึงกลุ่มทำงานใดกลุ่มทำงานหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรตีกรอบแค่นั้น มันยังหมายถึงระหว่างกลุ่มทำงาน ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วถือว่าเป็น “ญามาอะฮฺ” ที่แท้จริง หากว่าแต่ละกลุ่มวางอยู่บนหลักการของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ นอกจากนี้ยังหมายถึง “สังคมผู้ศรัทธา” โดยรวมอีกด้วย

            สำหรับเนื้อหาข้างต้น ผู้เรียบเรียงขอให้เครดิตต่อ ซัยยิด อบุล อะอฺลา เมาดูดียฺ  / ซัยยิด กุฏบฺ / อิหม่ามหะสัน อัลบันนา เพราะผู้เรียบเรียงสรุปมาจากหนังสือหลายๆเล่มของพวกท่าน  

 

บทความจาก  เว็บไซต์เยาวชนฆุรอบาอ์